ไปเจอตำรวจ

posted on 17 Aug 2012 20:03 by real-s
,,ในขณะที่ผมขี่จักรยานยนต์เข้าไปในเมือง พอออกจากซอยตรงบขส.ผมก็เลี้ยวขวา จอดที่ไฟแดง เสียงนกหวีดดังปี๊ดๆ คุณตำรวจทักทายขอดูใบขับขี่ ผมบอกว่าไม่มีมีแต่บัตรประชาชนครับ ตำรวจหยิบไปดูแล้วพูดออกมา ให้เดินรถทางเดียวนะน้อง ครับพี่ เราคุยกันกลางไฟแดง ก่อนที่คุณตำรวจจะเดินกลับไปพร้อมบัตรประชาชนของผม ผมหาที่จอดรถห่างจากป้อมตำรวจประมาณ300เมตร ผมก็รอว่าแกจะเดินมาหา แต่ห้านาทีผ่านไปไม่มีวี่แวว เลยเดินไปดู พูดคุ
ยกับแก ก่อนไปผมหันมาจดจำป้ายทะเบียน พอไปถึงก็รีบแจ้งป้ายทะเบียนทันที แกถามว่าจะจ่ายที่นี้ หรือไปจ่ายที่โรงพัก ผมหยิบกระเป๋าสตางค์มาเปิดดู ปรากฎว่ามีตังค์อยู่ร้อยเดียว เลยบอกแกว่าเดี๋ยวไปจ่ายที่โรงพักครับพี่ ผมพูดจาสุภาพและใจเย็นมากๆ ประกอบกับอาการที่ไม่สบายเลยไอค๊อกๆแค๊กๆไปด้วย แกก็พูดว่า งั้นก็ไปกดตังค์แล้วจ่ายที่โรงพักนะ ครับ จ่ายแล้วก็กลับมาเอาบัตรที่นี้ แกพูดทำนองนี้สองรอบ ในขณะที่แกกำลังเขียน เราพูดจากันด้วยไมตรีจิต แกถามผมว่าเรียนอยู่ปีไหน เรียนอะไร พอเขียนเสร็จ แกก็ยื่นใบสั่งพร้อมบัตรประชาชน ผมแปลกใจ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความขี้เกียด หรือความไว้เนื้อเชื่อใจที่แกมีให้กับผม ทำไมแกจึงยื่นบัตรประชาชนกลับคืนมา ผมรับแล้วยกมือไหว้ เดินกลับไปหายานพาหนะ แล้วก็ขี่รถไปตึกคอม,,, ที่ผมทำคือไม่ไปจ่ายเงิน,,, ระหว่างที่ผมขี่รถกลับมหาวิทยาลัย ผมลองนึกทบทวนถึงสิ่งที่ตามมา ถามว่าจะมีปัญหาในภายหลังมั้ย ก็ได้ยินมาบ่อยว่ากรณีแบบนี้ประชาชนไม่ค่อยไปจ่าย เคยได้ยินจากปากตำรวจเองด้วยซ้ำว่าถ้าไม่มีมัดจำแบบนี้งั้นไม่จ่ายก็ได้ซิ ปัญหาในภายหลังก็ไม่รู้แหะ คงไม่ถึงขนาดออกหมายจับหรือฆ่าตัดตอนหรอกมั้ง แต่พบก็รู้สึกเศร้าในจิตใจ ค้นพบว่าที่เศร้าเช่นนั้นเป็นเพราะ เราทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจของคุณตำรวจท่านนั้นไปแล้ว ถึงเราจะรู้จักกันเพียงชั่วครู่ และไม่รู้ว่าชาตินี้จะได้เจอกันอีกหรือป่าว แต่อย่างน้อยๆ แกก็มีความเชื่อใจให้กับเรา คิดไปถึงการ์ตูนหลายเรื่องที่พระเอกสู้กับผู้ร้ายแบบเอาเป็นเอาตายเพียงเพราะกับคนที่เชื่อใจที่เพิ่งรู้จักกัน เฮ้ยย มันเศร้าแบบแปลกๆ เล่าให้ใครฟังเขาก็คงจะตลกน่าดู ความคิดเดิมนั้นยังไม่ตกความคิดใหม่ก็กำเนิดขึ้น แทรกโผล่ขึ้นมาราวกับหลุมบนทางเรียบ ถ้าเราทำแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรไปจากการทุจริต เเล้วเราจะกล้าด่าทักษิณว่าเป็นคนเลวได้เช่นไร เพราะแม้กระทั่งเงินแค่สองร้อยเรายังขี้เกียดไปชำระความผิดเลย อันความทุจริตนั้นไม่ว่าผลประโยชน์จะเกิดแด่ฝ่ายใดหากไม่เป็นไปตามข้อตกลงร่วมกันแล้ว ก็นับได้ว่าเป็นข้อทุจริตเหมือนเดิม การรับค่าหัวคิวก็เช่นกัน ความจริงที่เน่าเฟะเราก็ล้วนแล้วแต่ยอมรับว่ามันมีอยู่จริงในสังคม งบประมาณลงมา100 หัวหน้าใหญ่กินไปห้าสิบ คนรับงานกินไปสิบบาท กว่าจะมาถึงผลประโยชน์ตามข้อตกลงงบที่มีก็เหลือไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ลองคิดดูเรื่องใกล้ตัวอีกเรื่องคือการเลือกตั้ง เงินสินบนค่าหัวมีตั้งแต่เลือกผู้นำชุมชนจนถึงเลือกผู้นำประเทศชาติ มีน้อยคนนักที่จะปฏิเสธเรื่องนี้ หากพูดว่าทักษิณคือคนคดโกงระดับชาติ พวกเราๆก็ไม่ต่างไปจากคนคดโกงระดับหมู่บ้าน โดยรวมอาจจะมองว่าแตกต่าง แต่โดยแท้จริงคดโกงก็คือคดโกง เงินหนึ่งล้านอาจทำให้คนรวยอยู่ได้อย่างมีความสุขอีกหนึ่งเดือน เช่นเดียวกันกับเงินหนึ่งหมื่นที่ต่อความสุขให้กับชาวบ้านธรรมดาๆได้หนึ่งเดือนเช่นกัน แมร่งงงง สังคมไทย เหตุผลง่ายๆคือเราเคยชินกับสิ่งที่ปฏิบัติ เราเคยชินกับสิ่งที่เราได้คดโกง ชินจนไม่รู้ว่าเรากำลังทำผิด ไม่แปลกใจที่ประเทศไทยยังไปได้แค่นี้ สังคมต่ำลงๆ นับวันเรายิ่งยอมรับสิ่งแย่ๆ และปฏิเสธว่าสิ่งดีๆนั้นมีอยู่จริง คิดแต่ว่าสิ่งแย่ๆนั้นเกิดขึ้นจนเป็นธรรมดาบนโลกใบนี้ ไม่มีใครหรอกว่าจะทำสิ่งดีๆแบบนั้นได้ ความดีเริ่มทยอยหาย ความเชื่อใจเริ่มไม่มี ไม่มีหรอก คนที่จะยอมไปจ่ายค่าปรับเพราะไม่มีผลประโยชน์ใดๆที่จะเสีย ไม่มีมัดจำ ไม่มีการยึดอะไร และไม่แคร์ว่าหัวใจใครจะเป็นยังไง ,,,,

Comment

Comment:

Tweet