ซักนิดละกัน

posted on 23 Nov 2009 19:27 by real-s

"ความอบอุ่นมีค่าต่อร่างกายในฤดูหนาวฉันใด ความห่วงใยก็มีค่าต่อจิตใจในยามทุกข์ฉันนั้น"

 

มันอาจจะจบไม่สวย แต่การเดินทาง บางครั้ง ระหว่างทางก็น่าชื่นชมกว่าปลายทาง

มันก็ดีแล้วแหละ

 

เป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย

แต่จะจดจำไว้ในใจตลอดไป

HBD real-s.exteen.com

posted on 31 Oct 2009 12:16 by real-s

มันเป็นเรื่องเมื่อไม่นานมานี้

เมื่อ จุดเริ่มต้นกับจุดสิ้นสุด*เป็นจุดเดียวกัน

คิดถึงวันเริ่มแรกจังแหะ

 ...

วันนี้ก็ผ่านมาแหละตั้งหนึ่งปี ครั้งนึงเคยเห็นคนฉลองการครบรอบหนึ่งปีของบล็อกตัวเอง ก็ไม่นึกว่าเราจะมีวันนี้บ้าง

อิอิ แฮปปี้เบิดเดย์ละกัน

มันไม่ใช่บล็อกยอดฮิต ไม่ใช่บล็อกที่มีสาระ ไม่ใช่บล็อกที่ใครๆติดตามอ่าน แต่ยังไงก็คือบล็อกของผม

บล็อกที่ไม่อาจทำให้หายไปจากชีวิตได้

 

เพราะเชื่อว่า สิ่งที่ผูกเราไว้ "มันมีจริง"

 

 

 

หมายเหตุ : *เอนทรีแรก

ก่อนจำศีล

posted on 28 Oct 2009 13:46 by real-s

ว้า....

ในที่สุดเกรดก็ออกจนหมด อุส่าลดความคาดหวังลงมาตั้งเยอะ เอาเข้าจริงมันก็ยังน้อยกว่าความคาดหวัง

จบโคตรสวยเลย 3.21     แต่มันก็สวยได้แค่ตัวเลขเท่านั้นแหละ

สุดท้ายเทอมนี้ก็ต้องทุ่มเทมากกว่าเดิม คงมากกว่าที่คิดไว้ในตอนแรกเป็นอีกเท่าๆตัว

 

แต่กิจกรรมก็ยังเข้มข้นเหมือนเดิม มันคงไม่มีวันละลดความมันส์ลงมาเลยซินะ

.............

(คำควรคิด1)บางครั้งเราก็ต้องยอมอ่อนแอเพื่อให้สถานการณ์ได้บีบบังคับให้ก่อเกิดกำเนิดวีระบุรุษคนใหม่ และเเน่นอนการได้ทำเช่นนั้นมันอาจส่งผลเสียบ้าง แต่มันก็น่าลอง เมื่อคิดถึงผลที่จะได้รับ ผลเสียมันก็อาจมีเพียงช่วงเเรกเท่านั้น แต่เชื่อว่าในระยะยาวต้องส่งผลดีอย่างแน่นอน

เพื่ออะไร? การก้าวไปพร้อมๆ กันมันย่อมมั่นคงมากกว่าการเดินตามใครซักคน การมอบอาหารให้โดยตรง ไม่อาจสู้การบอกวิธีการสร้างอาหาร และการชี้ทางให้เดินย่อมไม่สู้การปล่อยให้ลองค้นหาหนทางด้วยตัวเอง

ผมเชื่ออย่างนั้น

 ............

กิจกรรมโชว์เชียร์คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นกิจกรรมที่นักศึกษาชั้นปีหนึ่งต้องรับผิดชอบร่วมกันทุกคน ขึ้นแสตน 126คน แน่นอนมันไม่ใช่กิจกรรมที่สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายได้โดยง่าย ปัญหาที่ตามมามีเยอะมากๆ แล้วถ้าหาทางแก้ไม่ได้จริงๆ ผลลัพธ์สุดท้ายและทางออกที่ดีที่สุดย่อมต้องตกเป็นหน้าที่ของกลุ่มคนที่แข็งแกร่งที่สุด มันจึงถึงเวลาแล้วแหละ ที่พวกเราจะก้าวขึ้นสู่ความสามารถอีกหนึ่งระดับ มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องแข็งแกร่งให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และมันก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทำอะไรเพื่อส่วนรวม

ถ้าได้เป็นเช่นนั้นแล้ว มันก็สมควรแล้วแหละที่เราจะภูมิใจในความแข็งแกร่งที่เรามี

"126 คน จากนักศึกษาปีหนึ่ง หนึ่งพันสองร้อยกว่าคน พี่ขอเพื่อนจากภาคน้องขึ้นแสตน 40 คนนะ"

อัตราส่วนหนึ่งในสาม แน่นอนว่ามันสามารถยืนยันประสิทธิภาพของพวกเราได้มากแค่ไหน สาเหตุปัจจัยที่แนวโน้มเป็นเช่นนั้นไม่ใช่อื่นใด เพียงเพราะต้องยกคุณงามความดีให้กับรุ่นพี่ของเรา พวกเขาสอนเรามาดีมาก อีกทั้งการกระทำที่ผ่านมาจากรุ่นสู่รุ่นก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพวกเขาเป็นตัวอย่างที่ดีจริงๆ จนบางครั้งก็อดคิดที่จะโทษรุ่นพี่ไม่ได้ที่ส่งผลกรรมนี้มาสู่เราเป็นทอดๆ

แต่สุดท้ายผมก็ยังเชื่อว่า ความเป็นไปนี้จะเป็นประโยชน์แก่ตัวเราเองในภายภาคหน้า

(1.)ซึ่งแตกต่างจากบางภาควิชา จำนวนนักศึกษาก็มีไม่ได้แตกต่างจากพวกเรามากนัก แต่คนที่สามารถทุ่มเทให้กับกิจกรรมของคณะ กลับถูกเรียกร้องจากคณะผู้ดำเนินงานเพียงไม่กี่สิบคน

พอเอาเข้าจริง แน่นอน มันก็ไม่ถึงสิบคน

"มัยไม่มีความรับผิดชอบกันเลยหวะ"

ปัญหาแบบนี้มันเกิดขึ้นเสมออยู่แล้ว ผมยอมรับ ภาควิชาของผมก็เช่นกัน จากสี่สิบคน ก็สามารถไปได้เพียงแค่สามสิบกว่าคน และผมก็ไม่สามารถบังคับพวกเขาเหล่านั้นให้ทำตามสิ่งที่ผมต้องการได้ แต่อย่างน้อยในหนึ่งร้อยยี่สิบหกคน ก็มีเพื่อนๆในภาคของผมสามสิบกว่าคน แต่ถ้าจำนวนคนไม่ถึงจริงๆ ยังขาดอีกจริงๆ ผมก็เชื่อว่าเพื่อนในภาคของผม ก็พร้อมที่จะทุ่มเทให้กับกิจกรรมของคณะอยู่แล้ว ผมเชื่ออย่างนั้น ผมเชื่อในตัวเพื่อนอย่างนั้น ผมเชื่อว่าเขาเหล่านั้นไม่ยอมปล่อยให้พวกเราต้องเดียวดายอยู่แล้ว ผมเชื่อ ผมเชื่อว่าเขาต้องทำอย่างนั้นจริงๆ

แต่... 

บางครั้งเราก็ต้องยอมอ่อนแอเพื่อให้สถานการณ์ได้บีบบังคับให้ก่อเกิดกำเนิดวีระบุรุษคนใหม่ และเเน่นอนการได้ทำเช่นนั้นมันอาจส่งผลเสียบ้าง แต่มันก็น่าลอง เมื่อคิดถึงผลที่จะได้รับ ผลเสียมันก็อาจมีเพียงช่วงเเรกเท่านั้น แต่เชื่อว่าในระยะยาวต้องส่งผลดีอย่างแน่นอน

(2.)ซึ่งแตกต่างจากบางภาควิชา จำนวนนักศึกษาก็มีไม่ได้แตกต่างจากพวกเรามากนัก แต่คนที่สามารถทุ่มเทให้กับกิจกรรมของคณะ กลับถูกเรียกร้องจากคณะผู้ดำเนินงานเพียงไม่ถึงสิบคน

พอเอาเข้าจริง แน่นอน มันก็ไม่ถึงสิบคน

"มัยไม่มีความรับผิดชอบกันเลยหวะ"

พวกเขาไม่ได้ถูกว่าจากใครๆ เฉพาะแค่พวกเขา แต่สิ่งที่ตามมาจากสิ่งที่เขาได้ทำ คือผลเสียต่อรุ่นพี่และภาควิชาของเขาเอง

"รุ่นพี่แกไม่ได้สอนให้ทำงานคณะหรือไง" "รุ่นพี่แกไม่ได้บอกให้เห็นใจเพื่อนภาคอื่นเหรอ" "รุ่นพี่แกสอนให้เห็นแก่ตัวหรือไง" ซึ่งต่อไปก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาในที่ประชุม ว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นปกติอยู่แล้วที่จะไม่ทำงานของคณะ เป็นปกติอยู่แล้วที่จะไม่เข้าประชุม เป็นปกติอยู่แล้วที่จะทอดทิ้งเพื่อนภาคอื่น สุดท้ายก็จะทยอยหายไปจากระบบ

ถ้าเขารู้เช่นนั้น ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าเขาจะเปลี่ยนความคิดหรือป่าว หรือบางทีการที่ภาควิชาของตัวเองถูกดูถูก พวกเขาก็คงไม่สนใจ รุ่นพี่จะถูกว่ายังไงพวกเขาก็อาจไม่แคร์เลยก็ได้

แน่นอน ถ้าเป็นพวกเรา เราคงไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น บางทีอาจถึงขั้นสูญเสียน้ำตาด้วยซ้ำไป 

เพราะพวกเขา อาจไม่ได้ผูกพันกับรุ่นพี่ในภาคเช่นเดียวกับพวกเรากระมั้ง

 

บางครั้งก็อดที่จะน้อยใจแทนเพื่อนๆในภาคไม่ได้ ทุกครั้งที่พวกเขาถามถึงเพื่อนภาคอื่นผมก็ไม่รู้จะตอบคำถามของพวกเขาเหล่านั้นยังไง ผมเสียใจแทนพวกเขาเหล่านั้น ที่เหมือนถูกเอาเปรียบจากเพื่อนบางภาค หลายครั้งก็เกิดคำถามขึ้นในใจ ว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้นหวะ ทำไมเราต้องทำอย่างนี้หวะ เรายืนหยัดกันเพื่ออะไร ที่นี้มันคือคณะวิทย์หรือคณะของภาควิชาเรา อะไรๆก็เราเสมอเลยหรือไง

(คำควรคิด2)"อะไรๆ ก็กู" คำพูดที่น่าเห็นใจ แต่อีกมุมมองก็รู้สึกว่ามันเห็นแก่ตัวจริงๆ มันเหมือนกับว่าการที่พูดคำนี้ออกมาได้เพราะคนพูดนั้นคิดว่าอะไรๆ ก็มีแต่เราทำ แต่ก็เหมือนจะแฝงความคิดที่แสดงให้เห็นว่าคนที่พูด'ไม่ได้มองเห็นสิ่งที่คนอื่นทำเลย' หรือมองเห็นก็ไม่ได้ใส่ใจ พออะไรที่เราทำนิดๆหน่อยๆ ก็มาตระหนักเอาว่าเราทำโคตรเยอะเลย เอาไปใส่ใจจนหนักแน่น จนหลงคิดไปเองว่าคนอื่นเขาไม่ได้ทำอะไรเลย   

ผมจึงพยายามบอกตัวเองเสมอ ว่าอย่าคิดแบบนั้นเลย เราไม่ได้ทำอยู่คนเดียวหรอก เพื่อนหลายๆคนหลายๆภาคเขาก็อยู่กับเรา บางคนบางภาคเขาก็ทำดีกว่าเราด้วยซ้ำ แต่ถ้าพวกเราไปทำด้วยกันเยอะ เราก็ได้สนุกด้วยกัน ได้ประสบการณ์ด้วยกัน ได้รู้จักกันมากขึ้น มีช่วงเวลาให้ได้พูดถึงมากขึ้น แค่นั้นเอง ใครทำใครก็ได้

"ใครทำใครก็ได้"

แล้วทำไมเพื่อนบางภาคไม่อยากมาทำกิจกรรมของคณะกับพวกเรา ไม่อยากแบ่งปันอะไรดีๆกลับไปบ้างหรือไง มันอาจจะเหนื่อย มันอาจจะท้อ แต่มันก็มี'คุณค่า'ในตัวมันเองอยู่แล้ว ซึ่งคุณค่านี้ใครๆก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร รุ่นพี่หลายคนก็พูดถึง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร จนบางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่า'สิงนั้นมันมีอยู่จริงหรือป่าว'  แต่เชื่อเหอะว่า การที่รุ่นพี่เหล่านั้นผูกพันกับมันจนไม่อาจละทิ้งหนีไปไหน มันต้องมีอะไรซักอย่างที่ผูกดึงพวกเขาไว้ มันต้องมีอะไรซักอย่างที่ทำให้เขาเหล่านั้นไม่จากไป และมันต้องมีอะไรซักอย่างที่เป็นสิ่งนั้น และแน่นอนว่า"สิ่งนั้นมีอยู่จริง"

ผมจึงกลายเป็นอีกคนที่หลงใจเข้ามาค้นหาคำตอบ ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร

 

ความจริงจะเหมารวมทั้งภาควิชาก็ไม่ถูก ต้นสายปลายเหตุมันอาจจะโผล่มาจากจุดใดจุดหนึ่ง การหยดน้ำหมึกลงน้ำสะอาด เพียงหมึกหยดเดียวน้ำใสก็ยังขุ่นมัว คำพูดคำเดียวก็ย่อมส่งอิทธิพลให้คนเราเปลี่ยนไปได้เช่นกัน ถูกต้องแล้ว คำพูดคำเดียวก็ย่อมส่งอิทธิพลให้คนเราเปลี่ยนไปได้ เมื่อเปลี่ยนให้เสียได้ แล้วทำไมจะเปลี่ยนให้ดีบ้างไม่ได้ละ เริ่มจะมองเห็นทางออกแล้วแหะ การทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมมันต้องอาศัยการชักชวน มันต้องเริ่มจากการสร้างจิตที่เรียกว่าจิตสาธารณะ ปลูกฝังให้ได้ ถ้าเราคิดว่าสิ่งที่เราทำมันดี แล้วทำไมไม่อยากให้พวกเขาเหล่านั้นมาพบเจอกับตัวเองบ้างละ แล้วทำไมไม่กล้าที่จะชักชวนพวกเขาเหล่านั้นบ้างละ บอกให้เขารู้สิ ว่าสิ่งที่เราทำอยู่มัน"เจ๋ง"แค่ไหน ลองกล้าเข้าไปเป็นหยดหมึกสีสวยกระจายตัวในน้ำขุ่นลองดู พยายามเปลี่ยนให้น้ำเหล่านั้นสดสวย หยดเดียวอาจไม่พอ แต่ถ้าเราหยดลงไปเยอะๆ ทำไมจะเปลี่ยนไม่ได้ละ

ผมเชื่อว่าต้องทำได้ และอยากให้ใครหลายๆคนเชื่อเหมือนผม

สุดท้ายผมขอชื่นชมให้กับผู้ที่ทุ่มเทให้กับมันอย่างแท้จริงและผู้ที่คิดจะทุ่มเทในเวลาต่อไป ทราบซึ้งในความเสียสละของพวกเขา อีกทั้งยังรู้สึกอบอุ่นเสมอเมื่อได้ทำอะไรดีๆร่วมกัน

(คำควรคิดสุดท้าย) การ"เชื่อใจ" มันสร้างยาก แต่ถ้าให้ทำลาย มันโคตรง่ายเลย ถ้าได้ทำลายมันแล้วครั้งนึงมันจะยากแค่ไหนถ้าคิดจะสร้างมันขึ้นมาอีก ฉะนั้นเมื่อได้รับมันจากใครแล้วก็จงรักษามันไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้มันคุ้มค่ากับที่เขาเหล่านั้นมอบมันให้กับเรา

......

เข้าสู่ช่วงจำศีลอย่างภาคภูมิ

 

 

ไร้สาระ

posted on 17 Oct 2009 18:21 by real-s

ถิ่นขอนแก่น

หลังจากอาศัยการเคลื่อนย้ายสถานที่โดยใช้ยานพาหนะที่แน่นขนัด อาการปวดตูดก็กัดกินจิตใจจนไม่เป็นทำอะไร เดินเพลินจากบขส.ไปถึงร้านก๊วยเตี๋ยว พักเติมเต็มกระเพาะไม่ให้ออกอาการจ่อกๆ แล้วคิดต่อว่าชีวิตจะเอายังไง

วางแผนไว้แล้ว กลับไปนี้อ่านสามก๊กเลยดีมั้ย

แต่ไหนๆก็ไหนๆแหละ อยู่ใกล้ร้านหนังสือทังที จะไม่แวะก็กะไร

แต่ถ้าพูดถึงแวะร้านหนังสือ แวะทีไรจำต้องเสียเงินทุกที ทั้งๆที่ห้ามใจตัวเองก่อนจะเข้าร้านเเล้ว อยากได้อยู่หลายเล่ม แต่ที่ต้องเอาจริงๆก็คือหนังสือแบบฝึกหัดฟิสิกส์ เพราะถ้าไม่เอามาเสริมพลังก็เดายากเหมือนกันว่าเกรดเทอมนี้จะออกอะไร(ต้องเออยู่แล้ว) อีกเล่มที่สนใจก็เปนของวงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ดูป่วงๆเจ๋งๆดี นอกจากนั้นยังมีรวมเรื่องสั้นของฮารูกิ มูราคามิ ที่โดนจิตให้ต้องใจ 

เพียงเวลาไม่นานที่ผมแวะอ่านหนังสือตั้งใจสอบ ไม่น่าเชื่อว่าขบวนหนังสือเจ๋งๆจะวิ่งผ่านอย่างมากมาย จนรู้สึกว่าพอหันมองตามอีกที ถ้าจะวิ่งให้ทันคงต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างหนัก แต่ทว่าสุดท้ายที่ตัดสินใจคว้ามาอีกหนึ่งคือ "สูตรของเว่ยหล่าง" เป็นหนังสือธรรมะของท่านพุทธทาส ภิกขุ สาเหตุที่เลือกไม่ใช่เพราะอะไร ลองเปรียบเทียบราคาดูแล้วเล่มนี้เห็นจะงามกว่า และเนื้อหาดูจะเข้าท่ากับช่วงชีวิตที่ผลสอบกำลังทยอยจู่โจมจิตใจให้ตกเต็มไปด้วยความเศร้า

 

แล้วผมควรเริ่มอ่านจากเล่มไหนก่อนดี

เห็นทีคงเป็นฟิสิกส์นี่แหละ เพราะดูเหมือนจะมีสาระมากกว่า

.......

"ไร้สาระ" ผมถูกโจมตีด้วยด้วยถ้อยคำที่สุภาพ(แต่เจ็บเหลือหลาย)จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตเหมือนกับว่าจะซึมซับเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดแดงเสียแล้ว แทบจะเรียกได้ว่าหากวันใดไม่ได้สดับหรือสัมผัสกับมัน ก่อนนอนผมก็จะบรรจงดูดมันออกมาจากกระแสโลหิตพอเริ่มจะเคิ้มกับมันซักนิดก็ตั้งสติแล้วตีหน้าด่าตัวเองว่า ไร้สาระ ถึงกระนั้นจึงจะนอนหลับ

ความจริงมันก็เพราะบทความที่แล้วนั้นแหละที่ตรึงจิตมิให้ไปไกล ควมไร้สาระมันทำให้ผมต้องหันมาคิดถึงมันอีกหลายครั้งว่าความอันใดคือสาระและความอันใดคือไร้สาระ 

หลายคนคงตระหนักและเชื่อมั่นเสมอว่า  สาระคือความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันตลอดจนประกอบกิจการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แล้วถ้าผมป็นนักแสดงตลกหล่ะ? มุขฮาๆจะเรียกได้ว่าสาระได้มั้ย

แล้วถ้าผมเป็นพ่อค้าขายแมวหล่ะ? การปริพันธ์โดยช้เอกลักษณ์ตรีโกณมิติจะเป็นสาระสำหรับผมได้หรือเปล่า

 

นึกย้อนกลับไปสมัยมัธยมปลาย ขณะที่ผองเพื่อนชายตั้งกลุ่มสนทนาภาษานักเรียนผู้คลั่งใคล้ในฟุตบอล เพื่อนหญิงคนหนึ่งโผล่มาขอเข้ากลุ่มการพูดจา ก่อนสุดท้ายจะตีจากไปเมื่อสัมผัสกับเรื่องราวของคนบ้าบอล เธอได้จากไปเหมือนสายลมในฤดูร้อนแต่ทิ้งถ้อยคำอำลาให้ตามเจ็บดั่งน้ำป่าในฤดูฝน "ไร้สาระ" 

มันเจ็บแต่ก็พูดไม่ออก

คงเป็นเพราะคำๆ นี้ในช่วงชีวิตนั้นยังถือได้ว่า เป็นคำที่ค่อนข้างใหม่สำหรับผมอยู่ แต่เพียงเวลาไม่นาน ผ่านไปก็เป็นเพียงเรื่องขำขันในหมู่เพื่อน เพราะเจอเธอทีไรแทนที่คำทักทายของพวกเราจะเป็นสวัสดีก็ต้องกลายเป็นคำว่าไร้สาระไปซะงั้น คิดอีกทีก็น่าสงสารเธออยู่หรอกนะ ที่โดนพวกเราล้อเลียนจนเธอยอมแพ้ไปเลย ซึ่งอันที่จริงแล้วก่อนหน้าที่เราจะ(คิดไปเองว่า)ชนะศึกครั้งนี้ นิยาม(ที่เราคิดขึ้นกันเอง)ของคำว่าสาระก็ถูกเราจับโจมตีเธอโดยต่อเนื่อง

สาระ คือ ข้อใหญ่ใจความที่เรากำลังสนใจ

 

ชีวิตในมหาวิทยาลัย หลายคนอาจตรึงจิตคิดสำคัญกับเกรดนิยมมากกว่าสิ่งอื่นใด ถึงตัวกระผมจะเป็นเด็กทุนที่ต้องรักษาเกรดและคาดหวังกับคะแนนสูงๆของตัวเองโดยเสมอ แต่ผมก็ขอยืนยันในแบบที่เรียนยังไม่จบนี่แหละว่า "เกรดไม่ใช่สาระสำคัญของชีวิตอย่างแน่นอน" 

 มาคิดดูอีกที ผมก็ลังเลแหละว่า เนื้อหาฟิสิกส์สำหรับผมในตอนนี้มันใช่สาระในแบบที่ผมต้องการหรือเปล่า หรือว่ามันขึ้นอยู่กับว่าตอนนี้ผมกำลังต้องการอะไร ความจริงในสภาวะจิตใจหดหู่เช่นนี้ เห็นทีหนังสือธรรมะจะช่วยผมได้มากกว่าแหะ เอาเป็นว่าอ่านหนังสือธรรมะก่อนละกันครับ^^

 

 

ปล.ก็ลองคิดดูหล่ะกันครับ หรือว่าเรื่องราวที่ผ่านมาเป็นเพียงคำแก้ตัว ของคนที่ถือเรื่องไร้สาระให้เป็นสาระในชีวิต

ปล.สอง เคมี A แคล A แลพไบโอ B+ แมท B อังกิด B ไบโอ C  ขอให้ที่เหลือเป็นเอหมด สาธุๆ  

 

Climate Change (ประกายดาว)

posted on 15 Oct 2009 13:19 by real-s

หลังจากพอมีเวลา ก็ได้แว้บกลับไปอ่านเรื่องราวเก่าๆที่เคยเล่าไว้

ปุยเมฆ, ละอองฝน แล้วประกายดาว ของผมหล่ะ

เลยเป็นที่มาของหน้าบทใหม่ทีจะดำเนินต่อไปในบัดนี้

แต่พอมาคิดดูอีกที ซักไม่ไหวแหะ เพราะอะไรนะเหรอ เหอะๆ

.....

ถ้าจะเอ่ยถึงดาว เชื่อว่าหลายคนคงคิดถึงความฝัน ความหวัง ความสวยงาม หรือความสำเร็จ

แต่จะมีซักกี่คน ที่พอได้สดับรับฟังคำๆนี้แล้วจะนึกถึง "ดาวมยุรี"

 

เอ่อ ผมขอเกิ่นนำก่อนนะครับว่า บทความนี้มันกำลังจะมั่ว แต่ในความเป็นจริงมันก็มั่วมาตั้งแต่แรกแล้ว

และในความเป็นจริงอีกครั้ง หลายบทความที่ผมชื่นชมและชื่นชอบในหน้าบล็อกของตัวเองก็แทบจะเรียกได้ว่ามั่วมาเกิดกันทังนั้น

 

ทีแรกก็ว่าจะบรรเลงบทความว่าด้วยเรื่องราวนักร้องสาวดาวมยุรี แต่คงเป็นความโชคดี(หรือโชคร้าย) ที่พอผมดูปฏิทินก็ย้อนนึกขึ้นมาได้ว่า วันนี้ต้องบรรจงเนื้อหาลงหน้าบล็อกสีเขียวภายใต้ชายคา "สั้นแต่ยาว" ว่าด้วยดาวโลก

 "โลกร้อน"

แหนะ มันก็เป็นเรื่องยากสำหรับผมนั้นแหละ ในเมื่อสมองไม่ยินยอมให้ผมเบิกจ่ายความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา

ถึงจะผ่านการอบรมณ์มาเยอะ แต่ความรู้ก็ใช่จะเยอะตาม  สุดท้ายเลยต้องลูบๆคลำๆเดาๆ กันไป

แล้วประกายดาวของผมหล่ะ?

เอาเป็นว่าผมสาบานหล่ะกันครับ ว่าบทความเรื่องหน้ามีสาระแน่นอน

แต่ประกายดาวก็ไร้สาระจริงๆ

พอจะเริ่มเรื่องรักษ์โลก ความรู้สึกรักมันก็แทบจะหมดไปจากหัว (ดีนะที่ยังเหลืออยู่ในใจ) เอาเป็นว่า ทิ้งคำขวัญไว้ให้คิดตามซักนิดละกันครับ

"รักในหลวง ห่วงลูกหลาน ร่วมกันต้านโลกร้อน"

 

 

จบ

ทั้งๆที่คิดไว้แล้ว

posted on 12 Oct 2009 22:22 by real-s

 

บางครั้งความเจ็บปวดมันก็แน่นิ่งอยู่กับที่ แต่ฝ่ายที่วิ่งเข้าไปหากลับกลายเป็นเราเสียเอง ทั้งๆที่บางทีก็รู้ดีอยู่แล้วว่ามันจะเป็นเช่นไร แต่สุดท้ายก็ยังจะฝืน

เพื่ออะไร?

แล้วสิ่งที่ได้มามันใช่มั้ยกับที่ใจต้องการ?

 ....

เมื่อไม่ลองมองย้อนหา จะรู้หรือป่าวว่าสิ่งที่ใช่อาจไม่ต้องค้นหาโดยผจญเสี่ยงกับความเจ็บ

แต่ถ้าใจต้องการเช่นนั้น มันคงยอมรับพร้อมกับพบความสุขไปนานเสียแล้ว ไม่ต้องฝืนตัวเองเข้าไปฝ่าฟันโดยที่รู้อยู่แก่ใจว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร

เข้าใจและเหมือนจะพร้อมเสมอกับการพบเจอมัน

แต่พอเอาเข้าจริง เจอจริงๆ ก็เจ็บมากกว่าที่คิด

เหมือนจะคิดไว้แล้ว

แต่มันกลับยิ่งๆขึ้นไปมากกว่าที่คิด

"ทั้งๆที่คิดไว้แล้ว"

 

แล้วไงหล่ะ?

เส้นทางที่จะเดินต่อก็คงจะไม่แปรเปลี่ยน

เพื่ออะไร?

เพื่อสิ่งนั้น หรือเพียงเพื่อชนะใจตัวเอง

 

 

สุดท้ายก็อยากจะทิ้งเอาไว้ให้เหมือนกับว่าตัวเองเป็นคนดีซักนิดก็ยังดี

"ฉันอาจไม่ใช่คนแรกที่เธอคิดถึงในวันที่เธอเจ็บ แต่ได้โปรดจำเอาไว้ ว่าฉันจะคิดถึงเธอเสมอในวันที่เธอเจ็บ"

 

 

ปล.คมวันละนิดจิตแจ่มใส(รู้สึกว่าจะคมมั๊กมากอยู่คนเดียว จนคนอื่นไม่รู้เรื่องตาม^^)

ถ้าวันหนึ่งเพื่อนมีเรื่องทุกข์ใจ เหล้าอาจไม่ช่วยอะไร แต่ถ้าได้เล่า เชื่อมั้ยความรู้สึกมันจะดีขึ้น

ฉะนั้นมีอะไรก็อย่าเก็บไว้คนเดียว รวมทั้งเงินด้วย

เอามาแชร์กัน ซื้อเหล้ามาให้เพื่อนกิน แล้วเล่าความในใจออกมาให้เพื่อนฟัง

อ๊าววว ยก

 

ปล.ไม่มีเหล้าก็เล่าได้

..............................................................................

 

จนใครบางคนบอกกับผมว่า

"ถ้ากูอ่านหนังสือเยอะแบบนี้ตอนมอปลาย เมิงเชื่อมั้ย ตอนนี้กูคงเรียนคณะแพทย์ไปแล้ว"

 

อย่าไปกลัว

ถ้อยคำที่ถูกพร่ำสอนมาจากรุ่นพี่ ไม่ว่าจะเจอข้อสอบที่หนักแค่ไหน ก็อย่าไปกลัว มาเตะบอลกับพวกพี่หนิ

สุดท้ายก็ปฏิเสธไม่ได้

แต่สุดท้าย ข้อสอบที่มันจะออก ก็ได้รับฟังจากปากของรุ่นพี่(กลุ่มที่เตะบอลนั้นแหละ)

แต่สุดท้ายจริงๆ ข้อสอบมันก็ออกจากชีชที่จารย์สอนต่างหาก

แล้วใครหล่ะจะไม่กลัว

แต่ใครๆ ก็ยังปลอบใจตัวเองว่า "อย่าไปกลัว"

 

"ถ้าคิดจะอยู่ในวงการนี้ อย่าไปกลัว"

วงการอะไรของพี่อีกหล่ะทีนี้ เท่าที่เห็นก็วงอารายก็ม่ายรู้

แต่ก็ถูกวงการนี้น่ากลัวจริงๆ แต่ก็ถูกอีกถ้าคิดจะอยู่ในวงการนี้ "อย่าไปกลัว"

ถึงสุดท้ายจะไม่รู้ว่ามันคือวงการอะไร แต่พอผ่านการสอบมิดเทอมมาก็เริ่มเข้าใจว่ามันคือวงการอะไร แต่ตอนนี้สอบไฟน่อลเสร็จแล้วก็ยังบอกไม่ถูกว่ามันคือวงการอะไร

ยังไงก็ อย่าไปกลัว

หลังจากชื่อของผมปรากฎคะแนนท็อปวิชาแคลคูลัส1 ทั้งๆที่ตอนไปสอบก็เดาๆเอา หนังสือก็อ่านก่อนสอบหนึ่งวัน สูตรที่มีก็ท่องเอาตอนเช้าก่อนสอบ แต่โชคชะตาก็กดดันให้ผมต้องอ่านแคลอย่างหนักเพื่อติวเพื่อน ถึงขนาดทำชีชเกร็งข้อสอบ(วิธีทำโจทย์ในแบบแอ๋น) ชีชกระจายจากภาคเคมีถึงชีวะเคมีถึงภาคคอมปีสอง และไกลสุดเท่าที่รู้คือ ถึงสาวดาวคณะเทคโน(ให้แอ๋นติวให้เลยดีมั้ย^^)

จากมอปลายที่เคยอ่านหนังสือก่อนสอบแค่วันเดียว แบบว่าหัวข้อสุดท้ายค่อยไปอ่านก่อนเข้าห้องสอบก็ยังไหว แต่ชีวิตตอนนี้เป็นยังไง อ่านจบสองรอบก็ยังไม่พอ อีกทั้งสภาวะกดดันจากเพื่อนรอบตัวยังมีแบบโคตรมาก ถ้าได้ถามใครซักคนว่า "มึงอ่านหนังสือยัง" เขาคนนั้นก็มักจะตอบแบบไม่มีเลศนัยว่า "ยังไม่เตะเลยหว่ะ" ถึงกระนั้นว่าเพื่อนไม่กดดัน ใจเจ้าก็ยังใคร่ชอบความกดดัน รีบสวนคำตอบที่ได้รับมาด้วยความคิดในใจว่า โกหกอีกแล้ว ไอ้นี่มันซุ่มตลอด สุดท้ายก็ต้องผันตัวเองกลายเป็นคนกดดันเพื่อนบ้าง เกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ถึง้วลาสอบยามใด "หายปายหนายกันก็ม่ายรู้" จนใครบางคนบอกกับผมว่า "ถ้ากูอ่านหนังสือเยอะแบบนี้ตอนมอปลาย เมิงเชื่อมั้ย ตอนนี้กูคงเรียนคณะแพทย์ไปแล้ว" แต่รุ่นพี่ก็จะแนะคืนเสมอ ว่า

"ถ้าคิดจะอยู่ในวงการนี้ อย่าไปกลัว"

ถ้ากลัว ก็กลับไปนอน แล้วตื่นขึ้นมาส่องกระจกบอกกับสิ่งที่เห็นนั้นว่า อย่าไปกลัว

ไม่ใช่ถ้อยคำปลอบใจ แต่เป็นถ้อยคำเพิ่มพลังใจ

เพราะกว่าจะได้รับคำพูดและกล้าพูดอย่างภาคภูมิ นั่นหมายถึงคุณได้รับความเชื่อมั่นมาจากรุ่นพี่

นั่นก็ยังหมายถึงคุณคือส่วนหนึ่งของเรา

นั่นก็ยังหมายถึงคุณไม่ได้อยู่คนเดียว

และนั้นก็ยังหมายถึง คุณ อย่าไปกลัว

 

ปล.ขอให้เอจงสถิตแก่ลูกด้วย

ใช่หรือไม่

posted on 08 Oct 2009 20:41 by real-s

เธอชอบใช้ปากกาสีน้ำตาลในการขีดเขียน ไม่ชอบจู้จี้ ขี้หนาว ไม่ชอบออกกำลังกาย ชอบช็อกโกแลตเม็ด กล่องละยี่สิบหกซื้อที่ร้านหน้าตู้เอทีเอ็มบนคอมเพล็ก(ช็อกบอล) ชอบกินปาตี้รสกล้วยหอม ชอบกินติมรสสตอเบอรี่(บานานาสปิด) ชอบให้ชมว่าน่ารัก ชอบตอบเรื่องที่ไม่ค่อยดีว่า ชิวชิว ไม่ชอบให้ถูกว่าในเนื้อหาที่มันไม่จริง มีแมวชื่อหมีแพนด้า กินยาเม็ดก็ไม่ได้ อ่านหนังสือก็ช้า เวลาสอนหนังสือเธอจะชอบทำเปนว่าเข้าใจ อย่าไปเชื่อ  ชอบห้อยตุ๊กตาตัวประมาณฝ่ามือ ชอบถามคำถามแปลกๆ ฉะนั้นห้ามรำคาญ ชอบทำตัวเหมือนมีเพื่อนเปนผี ชอบดูหนังสยองขวัญ"ซอ" ไม่ชอบดูหนังในโรงเพราะมันเสียงดัง ชอบพี่โต๋(อย่าทำเครื่องคิดเลขเธอตกนะเพราะในนั้นมีพี่โต๋) ชอบสครับ(มั้ง) ไม่ชอบเก็บกระโปรงเวลานั่ง ช่วยเตือนเธอด้วย ก่อนนอนจะเล่นเอ็มเพราะเธอต้องรอให้ผมแห้ง(ข้ออ้างมากๆ) เธอมักจะตื่นสาย ฉะนั้นโทรไปปลุกเธอบ้างก็ดี ช่วงก่อนสอบเธอจะชอบไม่สบายฉะนั้นต้องดูแลดีๆ พ่อแม่เธอรู้ไม่ได้ว่าเธอมีแฟนฉะนั้นเหยียบให้มิดเลย เธอชอบเหล่คนหล่อ ห้ามว่าเธอนะ ชอบกินข้าวกล่องยี่ห้อเซเว่น(เฉพาะเวลาจำเป็น) ชอบเสี่ยงเซียมซีและดูดวง เธออยากหน้าเกาหลีมีความฝันว่าจะไปศัลยกรรมด้วย เธอเปนคนมีน้ำใจพร้อมที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวม ที่สำคัญเธอคิดกับแอ๋นได้แค่เพื่อน(เธอบอกว่าให้เติมให้เปนเพื่อนสนิทด้วย แต่ผมไม่อยากได้)จริงๆ และสุดท้ายเธอเปนคนดีฉะนั้นห้ามทำร้ายจิตใจ

 

ปล.ยิ้มของเธอสดใสมาก ต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุด^^

 

อารมณ์

posted on 07 Oct 2009 09:24 by real-s

 

แต่ก็ช่างมันเหอะ
ขึ้นอยู๋กับว่าที่ทำไปมันเพราะอะไร
เพราะตัวเอง เพราะความรักหรือเพราะคนที่เรารัก
ถ้าจะเจ็บเอามากๆก็คงเปนเพราะเหตุผลสุดท้าย
แต่เหตุผลข้อแรกก็ใช่ว่าจะไม่มีใครเจ็บ
แล้วเพราะความรักหล่ะ
ก็จะเกิดคำถามตามมาอีกว่าความรักมันคืออะไร
แล้วมันเพราะอะไร
สับสนหว่ะ
ไม่รู้แหะ

แต่ก็
ช่างมันเหอะ

 

ตื่นขึ้นมา คิดได้ว่า ความฝันของฉันที่ผ่านมามันคือเรื่องราวของเธอ

แล้วถ้าหลับตาลงอีกซักครั้ง นอนหลับอีกซักครั้ง ก็ยังอยากให้ฝันๆนั้น

คือเรื่องราวของเธอคนเดิม

มาหาไร

posted on 18 Sep 2009 19:23 by real-s

เป็นเรื่องเป็นราวที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะบรรจงเป็นเนื้อหาดีๆ ให้ได้ชื่นชม

เป็นแค่ความรู้สึกจริงๆ ที่คิดจะบรรเลงขึ้น หลังจากได้สัมผัสกับความเป็นจริงของมหาลัย

.....

เผลอแปปเดียว สอบไฟน่อลวันจันทร์นี้เเล้วครับ

......

เมื่อย่างกายเข้าสู่ชีวิตช่วงที่เรียกได้ว่ามันส์เอามากๆ สิ่งที่ประสบพบเจออยู่เป็นประจำคือการจัดสรรเวลาให้ลงตัว

เรียน หน้าที่ กิจกรรม เพื่อน สาว สังสรรค์ ประชุม อบรม ตื่นเช้า ซ้อมกีฬา อ่านหนังสือ ปลุกระดม ตลอดจนการจมปักอยู่กับตัวเอง

ถ้ามีช่วงเวลาเขียนบล็อกในเรื่องประทับใจดั่งเช่นช่วงเวลาที่อาศัยอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกแล้ว เชื่อเถอะว่า เรื่องราวในหน้าบล็อกของผมคงมีเป็นร้อย

ผมไม่เคยแม้แต่อยากพลาดการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย เก็บไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะยิ่งเก็บความรู้สึกเติบโตยิ่งเพิ่มขึ้น

 

เพราะที่นี้ ไม่ใช่ที่เรียนหนังสือ

แต่เป็นที่ที่ควรเรียกว่า "มาหาไร"