ลึกซึ้งยิ่งนัก

posted on 02 Jul 2013 15:44 by real-s
เมื่่อลงจากอุโบสถ หลังทำวัดเย็น ก็เป็นเวลาพลบค่ำ พระท่านถามฆราวาส ขณะเดินสนธนากลับที่พัก ว่า

: ทำไมท่านไม่ใช้ไฟฉายส่องทางรึ มันมืดนะ

ฆราวาส : อ๋อ แสงจันทร์สว่างพอมองเห็นทางได้อยู่ครับ ผมตั้งใจไว้ ว่าสิ่งไหนพอช่วยลดช่วยละ ช่วยนำพาเข้าสู่สมถะวิถีผมก็จะพยายามทำให้ได้ ตลอดระยะเวลาที่มีโอกาสได้ปฏิบัติ ณ ที่แห่งนี้

พระท่าน : โอ้ สาธุ ท่านเอ้ย แต่บางทีเราก็ไม่ได้ใช้ของฟุ่มเฟือยนั้นเพื่อตัวเราเองนะ ยกตัวอย่างง่ายๆ ดูอีกสองก้าวต่อไปของท่านสิ หอยทากกำลังเดินทางกลับบ้าน และในอีกไม่นาน ก็จะถูกท่านเหยียบภายใต้แสงของดวงจันทร์ ท่านลองเก็บกลับไปคิดดูให้ดีเถิ

แล้ววันต่อมาฆราวาสก็หาไฟฉายมาใช้,,

คำโกหก

posted on 02 Jul 2013 15:42 by real-s
,,เด็กผู้หญิงอายุเก้าขวบคนนึง ชวนเพื่อนมาเล่นที่บ้าน เข้าใจว่าคุณแม่ซื้อคุกกี้ไว้ให้กิน เลยเอามากินกับเพื่อนๆ จนหมด พอตอนเย็นคุณแม่ก็ถามหาคุกกี้ คุณแม่บอกว่าจะเอาไปเป็นของฝาก ซื้อมาตั้งสามพันเยน เด็กผู้หญิงตกใจในความเข้าใจผิดของตนเอง พี่สาวพูดว่าเด็กผู้หญิงเอาไปกินใช่มั้ย แล้วคุณแม่ก็ออกตัวปกป้องเด็กผู้หญิง บอกว่าเด็กผู้หญิงไม่มีทางที่จะเอาไปกินหรอก 

เด็กผู้หญิงรู้สึกซาบซึ้งในความเชื่อใจของคุณแม่ จึงหาทางที่จะแก้ไขสถานการณ์นั้น ออกอุบายบอกคุณปู่ว่าอยากได้ลูกคิดมาฝึกหัด คุณปู่เลยให้เงินสามพันเยน พอวันต่อมาก็บอกคุณครูว่าไม่สบายต้องกลับบ้าน แต่แท้จริงแล้วเด็กผู้หญิงจะไปซื้อคุกกี้ พอเดินไปเจอตำรวจ ตำรวจถามว่าทำไมไม่เรียน เด็กผู้หญิงก็โกหกว่าต้องไปซื้อคุกกี้ไปเยี่ยมย่า ย่าไม่สบาย ทุกครั้งที่โกหกเด็กผู้หญิงจะรู้สึกแย่มากๆ ราวกับว่าจะต้องตกนรกหมกไหม้ไปตลอดกาล 

พอเด็กผู้หญิงซื้อคุกกี้เสร็จ คุณแม่ก็มาพบเข้า คุณแม่รู้ความจริง เด็กผู้หญิงโดนดุ เด็กผู้หญิงร้องไห้เสียใจในสิ่งที่ได้ทำลงไป เด็กผู้หญิงสารภาพทุกๆอย่าง เด็กผู้หญิงรู้สึกแย่ และได้แต่กล่าวคำขอโทษในสิ่งที่ทำลงไป เด็กผู้หญิงทั้งร้องไห้ ทั้งรู้สึกแย่ ทั้งกล่าวคำขอโทษในเวลาเดียวกัน 

สุดท้ายเมื่อเด็กผู้หญิงเข้าใจดีแล้ว คุณแม่สรุปและให้อภัย ทั้งคู่กอดกันด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา

,,,, หลายคนชอบหาเหตุผลให้ตัวเองรู้สึกดีกับคำโกหก ทั้งๆที่มันเป็นคำโกหกกับคนอื่นที่มันไม่ดี แต่ก็ยังจะมาโกหกตัวเองซ้ำอีกว่าโกหกไปดีแล้ว

อุดมการณ์

posted on 02 Jul 2013 15:32 by real-s
มีนักธุระกิจคนนึง แต่ก่อนแกเป็นคนที่แย่มาก เลวสุดๆ มีโทษติดตัวถึงขั้นต้องหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ เมื่อคดีสิ้นอายุความ แกก็กลับมาที่ประเทศ แกพยายามที่จะทำความดีอยู่บ่อยๆ แต่บ่อยครั้งที่ความดีที่แกทำนั้นมักถูกมองว่าเป็นการเอาหน้า เพื่อนสนิทแกคนหนึ่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงหนึ่งในรัฐบาลชุดนั้น แกเคยได้ยินข่าวว่าไอ้เพื่อนคนนี้แหละ ที่ชอบนินทาว่าแกทำความดีเพื่อเอาหน้า แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ เพื่อนคนนี้ก็ขอให้มาช่วยแก้ไขปัญหาในกระทรวง แกรีบรับปากทันทีเพราะมันเป็นสิ่งที่แกสามารถทำได้ดี แกรู้อยู่ว่าเพื่อนคนนี้ไม่ค่อยชอบแก แต่แกก็คิดว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปโกรธหรือเกลียด คือมันไม่มีประโยชน์อะไร พองานเสร็จ แกก็ได้ยินข่าวอีกว่ารัฐมนตรีคนนี้บอกว่าแกช่วยเพื่อเอาหน้า รัฐมนตรีไม่ได้รู้เลยว่านักธุรกิจคนนี้ รู้อยู่แล้วว่าแกต้องคิดอย่างนี้ คำถามคือ ทั้งๆที่รู้แต่ทำไมยังจะช่วยอยู่อีก แกทำเพื่อเอาหน้า หรือว่าที่ทำ เพราะอยากให้คนอื่นเชื่อซักทีว่าแกเป็นคนดี ก็รู้ว่าตนเคยเลว แต่ที่ๆทำๆอยู่ ก็เพราะพยายามจะเป็นคนดีไม่ใช่หรือ 

แกไม่สนใจในคำนินทาของรัฐมนตรี แกไม่ยอมปล่อยให้คำของบางคน(หรือหลายคน)มาเปลี่ยนแปลงชีวิตแก หรือบีบให้แกกลับไปเป็นคนเลวเหมือนเดิม ความจริงแกก็ทำทั้งต่อหน้าและลับหลังนั้นแหละ แต่ทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้ารัฐมนตรี แกก็ทำดีตลอด ก็เพราะมันติดเป็นนิสัย ปลูกฝังเป็นความรู้สึกนึกคิดไปแล้ว แกก้มหน้าก้มตาทำดีที่คนอื่นเรียกว่าการเอาหน้าไปจนถึงวันที่แกตาย สุดท้ายรัฐมนตรีเพื่อนสนิทก็ยังบอกว่า แกทำดีเอาหน้าจนถึงวันตายเลยเนอะ 

จากนั้นรัฐมนตรีก็ทำดีเอาหน้าบ้าง จบ

เรื่องนี้แต่งที่ห้องน้ำชายคอมเพล็กชั้นสอง ระหว่างที่ท้องเสีย 18.10-18.20 น.

ชีวิตต้องสู้(พะนะ)

posted on 02 Jul 2013 15:31 by real-s
ทุกครั้งที่เจอคนที่เก่งกว่า อย่าเพิ่งไปคิด ว่าเขาเก่งและเต็มไปด้วยพรสวรรค์ บางทีเราเองต่างหากที่เป็นฝ่ายที่พยายามยังไม่พอ ฝึกฝนยังไม่พอ ประสบการณ์ยังไม่พอ คุณอาจจะเห็นคนที่ประสบผลสำเร็จ แล้วบอกว่าเขาโชคดีจุงเบย แต่สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ คือกว่าจะถึงจุดนั้นได้เขาต้องพยายามมามากมายแค่ไหน บางทีภายใต้รอยยิ้มนั้นเขาอาจผ่านการร้องไห้มาแล้วนับพันครั้ง แล้วเราหล่ะ ไม่ได้พยายามอะไรเลยแล้วอยากจะไปเก่งอยากจะประสบผลสำเร็จให้ได้เท่าเขา ก็คงต้องอาศัยบุญบารมี โชคช่วยอย่างมากมายมหาศาล ซึ่งสิ่งเหล่านั้น ไม่ได้แน่นอนอะไรเลย ไม่สมควรที่จะเก็บมาเป็นหลักของชีวิต

,,เศรษฐีให้ของขวัญเป็นทอง เรามิใช่เศรษฐี สิ่งที่มีก็เพียงแค่คำพูดที่จะมอบให้ท่านได้พิจารณานี้แล 
@วัดป่าอะเมซอน

วัดพระธรรมกาย-2

posted on 23 Apr 2013 09:40 by real-s
,,ต่อจากตอนที่แล้ว ถึงจะมองว่าวัดพระธรรมกายจัดเป็นภัยอันตรายต่อพระพุทธศาสนาโดยใช้เหตุผลที่ว่ามีการบิดเบือนคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่กระนั้นก็ใช่ว่าจะปฏิเสธต่อต้านทำทุกวิถีทางเพื่อให้วัดนี้หายไป เพราะใช่ว่าจะหาข้อดีอันใดมิได้เลย อย่างน้อยวัดก็ไม่ได้บอกให้ไปประพฤติปฏิบัติความชั่ว เบียดเบียนผู้อื่น(เว้นแต่ในครั้งอดีต ที่ทางวัดได้มีการแย่งชิงผืนดินของวัดมาจากชาวนา) วัดยังส่งเสริมการกระทำความดี ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามก็ล้วนแล้วแต่มุ่งหวังทำความดี ถึงบางส่วนจะพยายามมองไปยังผลตอบแทนคือบุญที่จะส่งผลต่อไปในภายภาคหน้า อันภพภูมินั้นมีจริง การเวียนว่ายตายเกิดก็มีจริง หาได้มีผู้ใดปฏิเสธและกล้ายืนยันว่าสิ่งนั้นไม่ได้มีอยู่จริงๆ,, ข้าพเจ้าตัดสินใจเลิกอ่านคำสอนของวัดพระธรรมกาย เพราะเชื่อว่าอ่านไปก็พลันแต่จักเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ส่วนคำสอนที่ผิดก็ให้ผิดๆไป ไม่เก็บเอามายึดให้เจ็บปวดในประเด็นที่ว่าพระพุทธศาสนานั้นถูกมองไปในทางที่ผิด เพราะคิดได้ว่าอันเนื้อแท้ของพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น ต่อให้ถูกบิดเบือนไปสักเท่าไร ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อแท้นั้นได้ เพราะพระธรรมนั้นเป็นสันทิฏฐิโก อะกาลิโก เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติพึ่งเห็นได้ด้วยตนเอง และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล ผู้ปฏิบัติชอบย่อมมองเห็นและพิจารณาได้ถึงเหตุผลที่แท้จริงของพระธรรม ผู้ที่มีปัญญาย่อมพิจารณาจนเห็นโทษของคำสอนที่ผิดเพี้ยน แล้วถอยออกมาปฏิบัติให้ถูกต้อง ส่วนผู้ที่ยังยึดมั่นในบุญนิยม มุ่งหวังจะไปเกิดในสวรรค์ชั้นใด หากไม่เบียดเบียนผู้อื่นก็จักได้ว่าไม่ทำการเสียหาย ถึงพุทธศาสนาจะถูกวัดพระธรรมกายยกคำสอนหลายข้อมาสอนแบบผิดๆ แต่พุทธศาสนิกชนก็จงสบายใจเถิด พระธรรมจะไม่มีวันสูญหายไปจากโลก ไม่ว่าจะในยุคสมัยใด ก็จะมีผู้ถึงซึ่งพระนิพพานอันประเสริฐ เพราะเหตุใดนะเหรอ ลองใช้สติปัญญาไต่ตรองดูเองเถิด,, หลวงพี่จักรภัทร อิธิเตโช

วัดพระธรรมกาย

posted on 23 Apr 2013 09:36 by real-s
,,ครั้งไปเยี่ยมเยือนวัดธรรมกายเป็นครั้งแรก (ใช้ปัญญาในการอ่าน) วัดธรรมกาย สอนให้รู้จักละทิ้งซึ่งความโลภอันเกิดจากตัวเงินที่หามาได้อย่างยากลำบาก เพื่อเเลกกับบุญบารมีทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ,,บางคนแทบไม่ได้รู้เลยว่า อันตัวหลังนั้นคือกิเลสที่น่ากลัวมากกว่ากิเลสจากเงินตราด้วยซ้ำไป ,,ราวกับว่าบุญนั้นสามารถใช้เงินซื้อหามาได้อย่างง่ายดาย แทนที่ทำบุญแล้วจิตใจจะแจ่มใสเต็มไปด้วยการปล่อยวางจากความยึดมั่นอันเป็นอานิสงค์จากการทำทานบารมี จนกลายเป็นอุปนิสัยตามส่งให้เกิดความไม่ยึดว่าสรรพสิ่งนั้นเป็นอัตตา เลยกลับกลายเป็นว่าเป็นการเพิ่มพูนกิเลสตัวอยากได้อยากมีให้มากยิ่งขึ้น จึงเวียนว่ายในวัฏฏสงสารเรื่อยไป ไม่จบไม่สิ้น เดิมทีก็เป็นความเชื่ออยู่ลึกๆ ที่เกิดขึ้นในการทำทานของคนไทยกันอยู่แล้ว แต่วัดธรรมกายก็ทำให้กลายเป็นความเชื่อที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เป็นความเชื่อผิดๆ ที่ชัดเจน และเป็นอันตรายตรายต่อผู้ยึดถือปฏิบัติ มิหนำซ้ำ คำสอนนี้ยังเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนายิ่งนัก,, หลวงพี่จักรภัทร อิธิเตโช วันที่22 เมษา 2556 เนื่องในวันคุ้มครองโลกของวัดธรรมกาย

ครั้งนั่งรถกลับบ้าน

posted on 17 Aug 2012 20:07 by real-s
ครั้งนั่งรถกลับบ้านในวาระวันแม่ รถปอ2ขอนแก่นมุกดาหารราคาตั๋วขึ้นจาก155เป็น170 ผู้คนคึกคักยัดใส่เต็มรถ ที่นั่งแคบๆ พูดถึงแอร์นั้นไร้ซึ่งเศษลม ไม่แม้แต่จะสมควรเรียกมันว่าแอร์ รถเดินทางเบ็ดเสร็จถึงมุกดาหารใช้เวลาสี่ชั่วโมง 11โมงครึ่งถึงบ้านแน่นอน นั่งหลับจนตาเบลอ เหงื่อนี่ไหลจนพาร่างกายกระหายน้ำ ผู้คนลงผู้คนขึ้นเบียดเสียดหดหู่ใจน่าดู ถามว่ารู้มั้ยว่าจะเป็นเช่นนี้ ด้วยความเคยชินและเตรียมใจว่ารู้ดีว่าต
้องเป็นเช่นนี้ แต่ก็ยังจะกลับ ทุกคนยังจะกลับบ้านไปหาครอบครัวผู้ชายลุกขึ้นให้ผู้หญิงนั่ง กับการเดินทางยาวไกลและสุดทรมาน พฤติกรรมแบบนั้นหายากยิ่งนัก ไม่รู้เหมือนกัน ผมก็ไม่กล้าที่จะทำเพราะจิตใจก็หวั่นๆอะไรหลายๆอย่างที่จะตามมารถผ่านอ.สมเด็จ อีกไม่กี่กิโลก็ถึงบัวขาว แต่เครื่องยนต์เจ้ากรรมดันดับเอาดื้อๆ จอดรถแช่30กว่านาที คนข้างหลังแทบไม่มีอากาศหายใจ รถนี่มันกากจริงๆ ลุงหมวกแก๊บจึงได้เดินไปถาม และจึงได้แจ้งกับผู้โดยสารเต็มรถว่า ลงจากรถเถอะ หนึ่งสิ่งที่มันทรมานยิ่งนักคือการรอคอย ไม่มีใครรู้ว่าจะได้กลับถึงบ้านเมื่อไหร่ โอกาสที่จะได้กลับคือรอขึ้นรถคันต่อไป แน่นอนอยู่แล้วว่าคันต่อไปก็ต้องมาแบบคนเต็ม หรือไม่ก็ต้องรอรถซ่อมจนเสร็จ และหลายคนก็ไม่คิดที่จะใช้สองวิธีนั้น เลือกที่จะโทรตามญาติให้มารับเร็วดีเสียกว่ากระไรเป็นเวลาเกือบ11โมง รถปอ2ขอนแก่นมุกดาหารก็วิ่งผ่านมา อย่างที่คาดคิด คนเต็ม เต็มแต่หลายคนก็ยอมยัด คนบนรถคงหงุดหงิดและด่าทอโชคชะตาน่า ดู ในขณะที่ผมกำลังจะขึ้น เลือบไปดูแล้วคิดอีกที ปล่อยคนที่เขารีบให้ไปก่อนเถอะ ใครหล่ะที่ต้องรีบ ที่แน่ๆสมณะสงฆ์รูปหนึ่ง ปัญหาคือหลวงพ่อท่านจะหมดเวลาฉันเพล รถก็ขึ้นไม่ได้ จะให้ไปเบียดเสียดกับสาธุชนก็หาสมควรไม่ และหากมิได้ฉัน การประกอบสมณะกิจคงเต็มไปด้วยความลำบาก เป็นเช่นนั้น และด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชนเช่นนี้ จึงจัดหาขนมและนมที่มี ถวายเพื่อจะนำมาซึ่งประโยชน์ในผลกรรมนั้นต่อๆไป ยายอายุ80 จุดบุหรี่สูบอย่างสบายใจ ภาพที่เห็นจำต้องยอม และที่รู้อายุท่านได้ เพราะลุงหมวกเเก๊บเข้าไปชวนแกคุย ถามแกว่าทำไมถึงอายุยืนและร่างกายแข็งแรงขนาดนั้น แกแนะเคล็ด ว่าก่อนกินข้าวแกจะกินเหล้าก่อน พอเป็นยา และก็สูบบุหรี่ตามอารมณ์ต้องการ เราๆได้แต่หัวเราะคำพูดคำจาของคุณยายที่มิได้มีความเกรงอกเกรงใจในสมณะสงฆ์เลย แต่ก็พอมีประโยคที่เหมือนจะดูดี แกบอกว่าเกิดทั้งทีต้องใช้ชีวิตให้มันคุ้ม แค่นี่แหละที่เข้าท่าส่วนประโยคต่อมาก็อีหลอกเดิม "ยายหนะ ทำทุกอย่างแหละไม่กินแต่บุหรี่" ฮ่าๆๆ 11โมงครึ่งรถขอนแก่นมุกดาหารก็ผ่านมาอีกคัน คิวของผมที่จะได้กลับบ้าน ยัดเข้าไป จัดให้เต็ม ที่น่าเสียดายก็เป็นเช่นเคย หลวงพ่อท่านคงไม่สามารถไปกับเราได้ แต่ยังดีที่ชาวบ้านแถวนั้นจัดการต้อนรับ จัดหาภัตราหารรับรองท่านเป็นอย่างดี สีหน้าผู้คนบนรถแสดงให้เห็นเด่นชัดว่าอย่างเซง เด็กน้อยหนึ่งคนร้อนนัก ลงทุนฉีกชีทเรียนเพื่อใช้บรรเทาความร้อน เข้าใจว่าคงกำลังจะไปเรียนพิเศษ ฉีกแล้วก็พัด ส่วนหน้าที่เหลือปรากฎให้เห็นเด่นชัดเป็นวิชาเคมี โครงสร้างอะตอมว่าด้วยการจัดเรียงอิเล็กตรอนลงออบิทัล น้องเอ้ย สู้เขา ลำบากในวันนี้วันหน้าจะได้สบาย แล้วความคิดที่ให้คนอื่นเขาก็ย้อนกลับมาใส่ตัว อดทนไว้เดี๋ยวก็ถึงบ้าน ยืนแค่แปปเดียวลำบากกว่านี้ก็ผ่านมาแล้ว ร้อนแค่นี้ไม่เป็นปัญหาหรอก หันหลังกลับไปมองผู้คนบนรถที่แน่นอึดอัด ความเคลื่อนไหวการสับเปลี่ยนตำแหน่งในที่แออัดนั้นสะดุดตานัก ชายหนุ่มลุกให้คุณยายวัยแปดสิบได้นั่ง การแสดงน้ำใจครั้งนี้นั้นยิ่งใหญ่จริง คนเรามันแสดงความต้อยต่ำของจิตใจก็อีตอนที่ลำบากจนต้องเห็นแก่ตัว แต่ตอนทุกข์ยากก็สามารถแสดงให้เห็นถึงความสวยงามของโลกใบนี้ได้เช่นกัน เปรียบเสมือนลมที่พัดจากกระดาษชีท แม้จะเพียงน้อยนิดแต่หากพัดผ่านมาในยามที่ร่างกายนั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อ ลมน้อยนิดก็ทรงคุณค่าอย่างมากมาย เชื่อเถอะว่าไม่ใช่แค่คุณยายที่มีความสุข แต่เราๆที่มองเห็นก็ยิ้มปีติในคุณค่าของความดีนี้เช่นกันถึงมุกดาหารบ่ายโมงครึ่ง,,

ไปเจอตำรวจ

posted on 17 Aug 2012 20:03 by real-s
,,ในขณะที่ผมขี่จักรยานยนต์เข้าไปในเมือง พอออกจากซอยตรงบขส.ผมก็เลี้ยวขวา จอดที่ไฟแดง เสียงนกหวีดดังปี๊ดๆ คุณตำรวจทักทายขอดูใบขับขี่ ผมบอกว่าไม่มีมีแต่บัตรประชาชนครับ ตำรวจหยิบไปดูแล้วพูดออกมา ให้เดินรถทางเดียวนะน้อง ครับพี่ เราคุยกันกลางไฟแดง ก่อนที่คุณตำรวจจะเดินกลับไปพร้อมบัตรประชาชนของผม ผมหาที่จอดรถห่างจากป้อมตำรวจประมาณ300เมตร ผมก็รอว่าแกจะเดินมาหา แต่ห้านาทีผ่านไปไม่มีวี่แวว เลยเดินไปดู พูดคุ
ยกับแก ก่อนไปผมหันมาจดจำป้ายทะเบียน พอไปถึงก็รีบแจ้งป้ายทะเบียนทันที แกถามว่าจะจ่ายที่นี้ หรือไปจ่ายที่โรงพัก ผมหยิบกระเป๋าสตางค์มาเปิดดู ปรากฎว่ามีตังค์อยู่ร้อยเดียว เลยบอกแกว่าเดี๋ยวไปจ่ายที่โรงพักครับพี่ ผมพูดจาสุภาพและใจเย็นมากๆ ประกอบกับอาการที่ไม่สบายเลยไอค๊อกๆแค๊กๆไปด้วย แกก็พูดว่า งั้นก็ไปกดตังค์แล้วจ่ายที่โรงพักนะ ครับ จ่ายแล้วก็กลับมาเอาบัตรที่นี้ แกพูดทำนองนี้สองรอบ ในขณะที่แกกำลังเขียน เราพูดจากันด้วยไมตรีจิต แกถามผมว่าเรียนอยู่ปีไหน เรียนอะไร พอเขียนเสร็จ แกก็ยื่นใบสั่งพร้อมบัตรประชาชน ผมแปลกใจ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความขี้เกียด หรือความไว้เนื้อเชื่อใจที่แกมีให้กับผม ทำไมแกจึงยื่นบัตรประชาชนกลับคืนมา ผมรับแล้วยกมือไหว้ เดินกลับไปหายานพาหนะ แล้วก็ขี่รถไปตึกคอม,,, ที่ผมทำคือไม่ไปจ่ายเงิน,,, ระหว่างที่ผมขี่รถกลับมหาวิทยาลัย ผมลองนึกทบทวนถึงสิ่งที่ตามมา ถามว่าจะมีปัญหาในภายหลังมั้ย ก็ได้ยินมาบ่อยว่ากรณีแบบนี้ประชาชนไม่ค่อยไปจ่าย เคยได้ยินจากปากตำรวจเองด้วยซ้ำว่าถ้าไม่มีมัดจำแบบนี้งั้นไม่จ่ายก็ได้ซิ ปัญหาในภายหลังก็ไม่รู้แหะ คงไม่ถึงขนาดออกหมายจับหรือฆ่าตัดตอนหรอกมั้ง แต่พบก็รู้สึกเศร้าในจิตใจ ค้นพบว่าที่เศร้าเช่นนั้นเป็นเพราะ เราทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจของคุณตำรวจท่านนั้นไปแล้ว ถึงเราจะรู้จักกันเพียงชั่วครู่ และไม่รู้ว่าชาตินี้จะได้เจอกันอีกหรือป่าว แต่อย่างน้อยๆ แกก็มีความเชื่อใจให้กับเรา คิดไปถึงการ์ตูนหลายเรื่องที่พระเอกสู้กับผู้ร้ายแบบเอาเป็นเอาตายเพียงเพราะกับคนที่เชื่อใจที่เพิ่งรู้จักกัน เฮ้ยย มันเศร้าแบบแปลกๆ เล่าให้ใครฟังเขาก็คงจะตลกน่าดู ความคิดเดิมนั้นยังไม่ตกความคิดใหม่ก็กำเนิดขึ้น แทรกโผล่ขึ้นมาราวกับหลุมบนทางเรียบ ถ้าเราทำแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรไปจากการทุจริต เเล้วเราจะกล้าด่าทักษิณว่าเป็นคนเลวได้เช่นไร เพราะแม้กระทั่งเงินแค่สองร้อยเรายังขี้เกียดไปชำระความผิดเลย อันความทุจริตนั้นไม่ว่าผลประโยชน์จะเกิดแด่ฝ่ายใดหากไม่เป็นไปตามข้อตกลงร่วมกันแล้ว ก็นับได้ว่าเป็นข้อทุจริตเหมือนเดิม การรับค่าหัวคิวก็เช่นกัน ความจริงที่เน่าเฟะเราก็ล้วนแล้วแต่ยอมรับว่ามันมีอยู่จริงในสังคม งบประมาณลงมา100 หัวหน้าใหญ่กินไปห้าสิบ คนรับงานกินไปสิบบาท กว่าจะมาถึงผลประโยชน์ตามข้อตกลงงบที่มีก็เหลือไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ลองคิดดูเรื่องใกล้ตัวอีกเรื่องคือการเลือกตั้ง เงินสินบนค่าหัวมีตั้งแต่เลือกผู้นำชุมชนจนถึงเลือกผู้นำประเทศชาติ มีน้อยคนนักที่จะปฏิเสธเรื่องนี้ หากพูดว่าทักษิณคือคนคดโกงระดับชาติ พวกเราๆก็ไม่ต่างไปจากคนคดโกงระดับหมู่บ้าน โดยรวมอาจจะมองว่าแตกต่าง แต่โดยแท้จริงคดโกงก็คือคดโกง เงินหนึ่งล้านอาจทำให้คนรวยอยู่ได้อย่างมีความสุขอีกหนึ่งเดือน เช่นเดียวกันกับเงินหนึ่งหมื่นที่ต่อความสุขให้กับชาวบ้านธรรมดาๆได้หนึ่งเดือนเช่นกัน แมร่งงงง สังคมไทย เหตุผลง่ายๆคือเราเคยชินกับสิ่งที่ปฏิบัติ เราเคยชินกับสิ่งที่เราได้คดโกง ชินจนไม่รู้ว่าเรากำลังทำผิด ไม่แปลกใจที่ประเทศไทยยังไปได้แค่นี้ สังคมต่ำลงๆ นับวันเรายิ่งยอมรับสิ่งแย่ๆ และปฏิเสธว่าสิ่งดีๆนั้นมีอยู่จริง คิดแต่ว่าสิ่งแย่ๆนั้นเกิดขึ้นจนเป็นธรรมดาบนโลกใบนี้ ไม่มีใครหรอกว่าจะทำสิ่งดีๆแบบนั้นได้ ความดีเริ่มทยอยหาย ความเชื่อใจเริ่มไม่มี ไม่มีหรอก คนที่จะยอมไปจ่ายค่าปรับเพราะไม่มีผลประโยชน์ใดๆที่จะเสีย ไม่มีมัดจำ ไม่มีการยึดอะไร และไม่แคร์ว่าหัวใจใครจะเป็นยังไง ,,,,
ในสมัยอดีต(ไม่กี่ปีที่ผ่านมา) เมื่อมีโทรศัพท์มือถือ ความสะดวกสบายในการติดต่อสื่อสารนั้นสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
 
แต่ทุกวันนี้ให้ติดต่อกันทางโทรศัพท์มือถือยังลำบากเลยครับ เพราะความเคยชินในการแชทเฟรชบุค โพสบนหน้าวอ ตลอดจนฝากข้อความเป็นอะไรที่ง่ายต่อการสื่อสารมากกว่าจริงๆ ไม่ต้องรอผู้ตอบ ไม่ต้องถามว่าเขาจะว่างมั้ย คิดได้เมื่อไหร่ก็ถามเมื่อนั้น ในขณะเดียวกันจะตอบเมื่อไหร่ก็สะดวกสบายๆ ยิ่งสามารถเล่นเน็ตบนมือถือได้ยิ่งง่ายไปใหญ่ 
 
นี่ยังไม่พูดถึงบีบี หรืออื่นๆ ที่มันพัฒนากันไปไกลจนผมขี้เกียดตาม
 
แต่วันนี้ ด้วยเหตุจำเป็นต้องรับผิดชอบในหน้าที่การงานบางอย่าง ที่ต้องพยายามทำตัวโนโปรไล์ให้ได้มากที่สุด ผมปิดเฟรชบุค ซ้ำแล้วเมื่อคืนมือถือก็แบตหมด พร้อมซ้ำเติมด้วยการที่ที่ชาร์จแบตหายไปอย่างมีเงื่อนงำ เหอะๆ เจ้าตัวก็ไม่พยายามไขว่ขว้าที่จะแก้ไข ได้แต่มองหาแล้วหาอีก(แบบไม่เอาใจใส่) แต่ไม่คิดที่จะยืมใครหรือซื้อใหม่ ก็ได้แต่คิดนึกสนุกในใจ ลองดูซักครั้งว่าจะเป็นยังไง เมื่อไม่มีทั้งเฟรชบุคทั้งโทรศัพท์ใช้
 
เหอะๆ ถ้าชาร์จแบตได้เมื่อไหร่ ก็รอฟังดูหล่ะกัน ว่าจะมีปัญหาอะไรตามมาอีกบ้าง
 
 
ปล.ถ้ามีเรื่องเร่งด่วนยังไง ก็ส่งเมลล์มาหล่ะกันนะครับ jakkapat_pa@hotmail.com 
ค่ายเคมีครั้งที่14 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดขึ้นในวันที่ 9-15 มีนาคม 2555 ณ โรงเรียนศรีธาตุพิทยาคม อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี
เปิดรับสมัครแล้ววววววว!! ^^ สนใจติดตามได้ที่ facebook fanpage : Chem-Camp 14