ว้า....
ในที่สุดเกรดก็ออกจนหมด อุส่าลดความคาดหวังลงมาตั้งเยอะ เอาเข้าจริงมันก็ยังน้อยกว่าความคาดหวัง
จบโคตรสวยเลย 3.21 แต่มันก็สวยได้แค่ตัวเลขเท่านั้นแหละ
สุดท้ายเทอมนี้ก็ต้องทุ่มเทมากกว่าเดิม คงมากกว่าที่คิดไว้ในตอนแรกเป็นอีกเท่าๆตัว
แต่กิจกรรมก็ยังเข้มข้นเหมือนเดิม มันคงไม่มีวันละลดความมันส์ลงมาเลยซินะ
.............
(คำควรคิด1)บางครั้งเราก็ต้องยอมอ่อนแอเพื่อให้สถานการณ์ได้บีบบังคับให้ก่อเกิดกำเนิดวีระบุรุษคนใหม่ และเเน่นอนการได้ทำเช่นนั้นมันอาจส่งผลเสียบ้าง แต่มันก็น่าลอง เมื่อคิดถึงผลที่จะได้รับ ผลเสียมันก็อาจมีเพียงช่วงเเรกเท่านั้น แต่เชื่อว่าในระยะยาวต้องส่งผลดีอย่างแน่นอน
เพื่ออะไร? การก้าวไปพร้อมๆ กันมันย่อมมั่นคงมากกว่าการเดินตามใครซักคน การมอบอาหารให้โดยตรง ไม่อาจสู้การบอกวิธีการสร้างอาหาร และการชี้ทางให้เดินย่อมไม่สู้การปล่อยให้ลองค้นหาหนทางด้วยตัวเอง
ผมเชื่ออย่างนั้น
............
กิจกรรมโชว์เชียร์คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นกิจกรรมที่นักศึกษาชั้นปีหนึ่งต้องรับผิดชอบร่วมกันทุกคน ขึ้นแสตน 126คน แน่นอนมันไม่ใช่กิจกรรมที่สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายได้โดยง่าย ปัญหาที่ตามมามีเยอะมากๆ แล้วถ้าหาทางแก้ไม่ได้จริงๆ ผลลัพธ์สุดท้ายและทางออกที่ดีที่สุดย่อมต้องตกเป็นหน้าที่ของกลุ่มคนที่แข็งแกร่งที่สุด มันจึงถึงเวลาแล้วแหละ ที่พวกเราจะก้าวขึ้นสู่ความสามารถอีกหนึ่งระดับ มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องแข็งแกร่งให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และมันก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทำอะไรเพื่อส่วนรวม
ถ้าได้เป็นเช่นนั้นแล้ว มันก็สมควรแล้วแหละที่เราจะภูมิใจในความแข็งแกร่งที่เรามี
"126 คน จากนักศึกษาปีหนึ่ง หนึ่งพันสองร้อยกว่าคน พี่ขอเพื่อนจากภาคน้องขึ้นแสตน 40 คนนะ"
อัตราส่วนหนึ่งในสาม แน่นอนว่ามันสามารถยืนยันประสิทธิภาพของพวกเราได้มากแค่ไหน สาเหตุปัจจัยที่แนวโน้มเป็นเช่นนั้นไม่ใช่อื่นใด เพียงเพราะต้องยกคุณงามความดีให้กับรุ่นพี่ของเรา พวกเขาสอนเรามาดีมาก อีกทั้งการกระทำที่ผ่านมาจากรุ่นสู่รุ่นก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพวกเขาเป็นตัวอย่างที่ดีจริงๆ จนบางครั้งก็อดคิดที่จะโทษรุ่นพี่ไม่ได้ที่ส่งผลกรรมนี้มาสู่เราเป็นทอดๆ
แต่สุดท้ายผมก็ยังเชื่อว่า ความเป็นไปนี้จะเป็นประโยชน์แก่ตัวเราเองในภายภาคหน้า
(1.)ซึ่งแตกต่างจากบางภาควิชา จำนวนนักศึกษาก็มีไม่ได้แตกต่างจากพวกเรามากนัก แต่คนที่สามารถทุ่มเทให้กับกิจกรรมของคณะ กลับถูกเรียกร้องจากคณะผู้ดำเนินงานเพียงไม่กี่สิบคน
พอเอาเข้าจริง แน่นอน มันก็ไม่ถึงสิบคน
"มัยไม่มีความรับผิดชอบกันเลยหวะ"
ปัญหาแบบนี้มันเกิดขึ้นเสมออยู่แล้ว ผมยอมรับ ภาควิชาของผมก็เช่นกัน จากสี่สิบคน ก็สามารถไปได้เพียงแค่สามสิบกว่าคน และผมก็ไม่สามารถบังคับพวกเขาเหล่านั้นให้ทำตามสิ่งที่ผมต้องการได้ แต่อย่างน้อยในหนึ่งร้อยยี่สิบหกคน ก็มีเพื่อนๆในภาคของผมสามสิบกว่าคน แต่ถ้าจำนวนคนไม่ถึงจริงๆ ยังขาดอีกจริงๆ ผมก็เชื่อว่าเพื่อนในภาคของผม ก็พร้อมที่จะทุ่มเทให้กับกิจกรรมของคณะอยู่แล้ว ผมเชื่ออย่างนั้น ผมเชื่อในตัวเพื่อนอย่างนั้น ผมเชื่อว่าเขาเหล่านั้นไม่ยอมปล่อยให้พวกเราต้องเดียวดายอยู่แล้ว ผมเชื่อ ผมเชื่อว่าเขาต้องทำอย่างนั้นจริงๆ
แต่...
บางครั้งเราก็ต้องยอมอ่อนแอเพื่อให้สถานการณ์ได้บีบบังคับให้ก่อเกิดกำเนิดวีระบุรุษคนใหม่ และเเน่นอนการได้ทำเช่นนั้นมันอาจส่งผลเสียบ้าง แต่มันก็น่าลอง เมื่อคิดถึงผลที่จะได้รับ ผลเสียมันก็อาจมีเพียงช่วงเเรกเท่านั้น แต่เชื่อว่าในระยะยาวต้องส่งผลดีอย่างแน่นอน
(2.)ซึ่งแตกต่างจากบางภาควิชา จำนวนนักศึกษาก็มีไม่ได้แตกต่างจากพวกเรามากนัก แต่คนที่สามารถทุ่มเทให้กับกิจกรรมของคณะ กลับถูกเรียกร้องจากคณะผู้ดำเนินงานเพียงไม่ถึงสิบคน
พอเอาเข้าจริง แน่นอน มันก็ไม่ถึงสิบคน
"มัยไม่มีความรับผิดชอบกันเลยหวะ"
พวกเขาไม่ได้ถูกว่าจากใครๆ เฉพาะแค่พวกเขา แต่สิ่งที่ตามมาจากสิ่งที่เขาได้ทำ คือผลเสียต่อรุ่นพี่และภาควิชาของเขาเอง
"รุ่นพี่แกไม่ได้สอนให้ทำงานคณะหรือไง" "รุ่นพี่แกไม่ได้บอกให้เห็นใจเพื่อนภาคอื่นเหรอ" "รุ่นพี่แกสอนให้เห็นแก่ตัวหรือไง" ซึ่งต่อไปก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาในที่ประชุม ว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นปกติอยู่แล้วที่จะไม่ทำงานของคณะ เป็นปกติอยู่แล้วที่จะไม่เข้าประชุม เป็นปกติอยู่แล้วที่จะทอดทิ้งเพื่อนภาคอื่น สุดท้ายก็จะทยอยหายไปจากระบบ
ถ้าเขารู้เช่นนั้น ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าเขาจะเปลี่ยนความคิดหรือป่าว หรือบางทีการที่ภาควิชาของตัวเองถูกดูถูก พวกเขาก็คงไม่สนใจ รุ่นพี่จะถูกว่ายังไงพวกเขาก็อาจไม่แคร์เลยก็ได้
แน่นอน ถ้าเป็นพวกเรา เราคงไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น บางทีอาจถึงขั้นสูญเสียน้ำตาด้วยซ้ำไป
เพราะพวกเขา อาจไม่ได้ผูกพันกับรุ่นพี่ในภาคเช่นเดียวกับพวกเรากระมั้ง
บางครั้งก็อดที่จะน้อยใจแทนเพื่อนๆในภาคไม่ได้ ทุกครั้งที่พวกเขาถามถึงเพื่อนภาคอื่นผมก็ไม่รู้จะตอบคำถามของพวกเขาเหล่านั้นยังไง ผมเสียใจแทนพวกเขาเหล่านั้น ที่เหมือนถูกเอาเปรียบจากเพื่อนบางภาค หลายครั้งก็เกิดคำถามขึ้นในใจ ว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้นหวะ ทำไมเราต้องทำอย่างนี้หวะ เรายืนหยัดกันเพื่ออะไร ที่นี้มันคือคณะวิทย์หรือคณะของภาควิชาเรา อะไรๆก็เราเสมอเลยหรือไง
(คำควรคิด2)"อะไรๆ ก็กู" คำพูดที่น่าเห็นใจ แต่อีกมุมมองก็รู้สึกว่ามันเห็นแก่ตัวจริงๆ มันเหมือนกับว่าการที่พูดคำนี้ออกมาได้เพราะคนพูดนั้นคิดว่าอะไรๆ ก็มีแต่เราทำ แต่ก็เหมือนจะแฝงความคิดที่แสดงให้เห็นว่าคนที่พูด'ไม่ได้มองเห็นสิ่งที่คนอื่นทำเลย' หรือมองเห็นก็ไม่ได้ใส่ใจ พออะไรที่เราทำนิดๆหน่อยๆ ก็มาตระหนักเอาว่าเราทำโคตรเยอะเลย เอาไปใส่ใจจนหนักแน่น จนหลงคิดไปเองว่าคนอื่นเขาไม่ได้ทำอะไรเลย
ผมจึงพยายามบอกตัวเองเสมอ ว่าอย่าคิดแบบนั้นเลย เราไม่ได้ทำอยู่คนเดียวหรอก เพื่อนหลายๆคนหลายๆภาคเขาก็อยู่กับเรา บางคนบางภาคเขาก็ทำดีกว่าเราด้วยซ้ำ แต่ถ้าพวกเราไปทำด้วยกันเยอะ เราก็ได้สนุกด้วยกัน ได้ประสบการณ์ด้วยกัน ได้รู้จักกันมากขึ้น มีช่วงเวลาให้ได้พูดถึงมากขึ้น แค่นั้นเอง ใครทำใครก็ได้
"ใครทำใครก็ได้"
แล้วทำไมเพื่อนบางภาคไม่อยากมาทำกิจกรรมของคณะกับพวกเรา ไม่อยากแบ่งปันอะไรดีๆกลับไปบ้างหรือไง มันอาจจะเหนื่อย มันอาจจะท้อ แต่มันก็มี'คุณค่า'ในตัวมันเองอยู่แล้ว ซึ่งคุณค่านี้ใครๆก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร รุ่นพี่หลายคนก็พูดถึง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร จนบางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่า'สิงนั้นมันมีอยู่จริงหรือป่าว' แต่เชื่อเหอะว่า การที่รุ่นพี่เหล่านั้นผูกพันกับมันจนไม่อาจละทิ้งหนีไปไหน มันต้องมีอะไรซักอย่างที่ผูกดึงพวกเขาไว้ มันต้องมีอะไรซักอย่างที่ทำให้เขาเหล่านั้นไม่จากไป และมันต้องมีอะไรซักอย่างที่เป็นสิ่งนั้น และแน่นอนว่า"สิ่งนั้นมีอยู่จริง"
ผมจึงกลายเป็นอีกคนที่หลงใจเข้ามาค้นหาคำตอบ ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร
ความจริงจะเหมารวมทั้งภาควิชาก็ไม่ถูก ต้นสายปลายเหตุมันอาจจะโผล่มาจากจุดใดจุดหนึ่ง การหยดน้ำหมึกลงน้ำสะอาด เพียงหมึกหยดเดียวน้ำใสก็ยังขุ่นมัว คำพูดคำเดียวก็ย่อมส่งอิทธิพลให้คนเราเปลี่ยนไปได้เช่นกัน ถูกต้องแล้ว คำพูดคำเดียวก็ย่อมส่งอิทธิพลให้คนเราเปลี่ยนไปได้ เมื่อเปลี่ยนให้เสียได้ แล้วทำไมจะเปลี่ยนให้ดีบ้างไม่ได้ละ เริ่มจะมองเห็นทางออกแล้วแหะ การทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมมันต้องอาศัยการชักชวน มันต้องเริ่มจากการสร้างจิตที่เรียกว่าจิตสาธารณะ ปลูกฝังให้ได้ ถ้าเราคิดว่าสิ่งที่เราทำมันดี แล้วทำไมไม่อยากให้พวกเขาเหล่านั้นมาพบเจอกับตัวเองบ้างละ แล้วทำไมไม่กล้าที่จะชักชวนพวกเขาเหล่านั้นบ้างละ บอกให้เขารู้สิ ว่าสิ่งที่เราทำอยู่มัน"เจ๋ง"แค่ไหน ลองกล้าเข้าไปเป็นหยดหมึกสีสวยกระจายตัวในน้ำขุ่นลองดู พยายามเปลี่ยนให้น้ำเหล่านั้นสดสวย หยดเดียวอาจไม่พอ แต่ถ้าเราหยดลงไปเยอะๆ ทำไมจะเปลี่ยนไม่ได้ละ
ผมเชื่อว่าต้องทำได้ และอยากให้ใครหลายๆคนเชื่อเหมือนผม
สุดท้ายผมขอชื่นชมให้กับผู้ที่ทุ่มเทให้กับมันอย่างแท้จริงและผู้ที่คิดจะทุ่มเทในเวลาต่อไป ทราบซึ้งในความเสียสละของพวกเขา อีกทั้งยังรู้สึกอบอุ่นเสมอเมื่อได้ทำอะไรดีๆร่วมกัน
(คำควรคิดสุดท้าย) การ"เชื่อใจ" มันสร้างยาก แต่ถ้าให้ทำลาย มันโคตรง่ายเลย ถ้าได้ทำลายมันแล้วครั้งนึงมันจะยากแค่ไหนถ้าคิดจะสร้างมันขึ้นมาอีก ฉะนั้นเมื่อได้รับมันจากใครแล้วก็จงรักษามันไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้มันคุ้มค่ากับที่เขาเหล่านั้นมอบมันให้กับเรา
......
เข้าสู่ช่วงจำศีลอย่างภาคภูมิ